Thursday, September 22, 2005

ฐานที่ ๒ (ให้วางความคิด) ตอนที่ ๓

อัปปนาชวนะวิถี

อารมณ์ในมโนวิญญาณวิถี่ ที่เป็นกามาวจรนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ วิภูตารมณ์ ๑ อวิภูตารมณ์๑ ความว่า
เมื่อธรรมารมณ์ มาปรากฏแก่มโนทวารแล้ว เป็นภวังค์จลนะ ภวังค์ไหวขณะ๑ มโนทวาราวัชนะ เกิดขึ้นขณะหนึ่งให้พิจารณา (ตัดสินกำหนดว่า จะทำอะไร อย่างไร) กับอารมณ์มโนทวารแล้ว ก็ดับไป ลำดับนั้นกามาวจรชวนะเกิดขึ้น (เสพอารมณ์พที่พิจารณาตัดสินกำหนด) ๗ ขณะแล้วก็ดับไป ตทาลัมพนะเกิดขึ้น ๒ ขณะ ยึดหน่วง เอาอารมณ์ตามชวนะแล้วก็ดัลไป จิตก็ตกกระแสภวังค์ ธรรมารมณ์ได้ในวิถีจิตอย่างนี้ ชื่อวิภูตารมณ์...........



อ่านรายละเอียด ได้ที่ . http://silawatra-029.blogspot.com

ฐานที่ ๒ (ให้วางความคิด) ตอนที่๔

ขึ้นอรูปาวจรภูมิ


แต่นี้จะกล่าวถึงอรูปาวจรภูมิ ผู้บำเพ็ญเจริญรูปฌานได้ แล้ว ปรารถนาจะเจริญอรูปฌานให้เพิกกสิณทั้ง ๙ เสียวไว้แต่ อากาศ ให้เพ่งอากาศว่างเปล่าเป็นอารมณ์ ทำบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด โยคาวจรก็อาจเข้าสู่อรูปฌาน เป็นประถมได้ เมื่อโยคาวจรวางเสียซึ่งอากาศ ถือเอาวิญญาณเป็นอารมณ์ บริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดๆ ก็อาจเข้าสู่ทุติยอรูปฌานที่ ๒ ได้ ........



ฌานเสื่อมอย่างไร

ถ้าปรารถนาจะไปเกิดในพรหมโลกก็ให้รักษาไว้ อย่าให้เสื่อม ฌานเสื่อม กับฌานไม่เสื่อมเป็นอย่างไร ฌานจะเสื่อมอาศัยผู้นั้นยินดีในกามารมณ์ ผู้ที่ได้อัปปนาฌาน ไม่เสื่อมนั้นจิตของผุ้นั้นหลุดพ้นจากกาม ........




อ่านรายละเอียดได้ที่ http://silawatra-030.blogspot.com

Saturday, June 18, 2005

คำอธิบายในฐานที่ ๒ (ให้วางความคิด) ตอนที่๒

มารเข้าประจญในเวลาทำสมาธิ

แต่เป็นอย่างไร ใจจึงต้องคิด ร่างกาย จึงชอบทำงาน คิดวันยังค่ำ ร่างกายทำงานวันยังค่ำ ตากแดด ตามลม ก็ยังทำได้


การทำสมาธิ เพียง ๓๐ นาทีหรือ ๑ ชั่วโมง เกิดอึดอัดรำคาญ บางคนนั่งสมาธิจนเหงื่อไหล คิดๆ ดูก็น่าขัน นั่งสมาธิอยู่ที่ร่ม ที่เงา ไม่ต้องใช้กำลังเหมือนการทำงาน เป็นอะไรจึงทำไม่ได้นาน


อ่านรายละเอียด http://silawatra-027.blogspot.com

Thursday, June 16, 2005

คำอธิบายในฐานที่ ๒ (ให้วางความคิด) ตอนที่ ๑

ให้รู้จักจุดประสงค์การกระทำ คือ ให้วางความคิด ไม่ให้คิดไปในอารมณ์ภายนอก ให้เพ่งอยู่ในจุดอันเดียว ให้ รวม เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่างนี้ลงในจุดอันเดียวกัน ไม่ให้พรากจากกัน ให้อาศัยปัญญา เป็นนายสารถี ให้เอาสติ เป็นเชือกผูก ผูกจิตไว้ที่ดวงหทัยวัตถุ ให้เอาสัมปชัญญะ ความรู้ตัวเป็นรั้วกั้น ให้เอา วิริยะ ความเพียร เป็นปฏักทิ่มแทงจิตไม่ให้กระดิกตัวไปได้...................


จิตทำงานไม่หยุดจึงลำบาก ดังร่างกายทำงานมาก ก็เหน็ดเหนื่อย แต่เป็นอย่างไรใจจึงต้องคิด




อ่านรายละเอียด ที่ http://silawatra-026.blogspot.com/

Tuesday, June 14, 2005

คำอธิบายในฐานที่๑ (ให้เพ่งดูหทัยวัตถุ) ตอนที่ ๒

ภวังคจิต – วิถีจิต


อีกประการหนึ่งให้ผู้บำเพ็ญรู้จักภวังคจิต และ วิถีจิต วิถีจิต หมายเอาจิตที่รับรู้ทางทวาร ๖ เมื่อจิตหยุดรับรู้ทางทวาร ๖ เป็นภวังคจิต ดังเวลานอนหลับเป็นภวังคจิตแท้


อนึ่ง ให้รู้จักทวารสมมุติ และ ทวารวิมุติ ทวารสมมุติหมายเอาทวารทั้ง ๖ ทวารวิมุติหมายเอาเวลานอนหลับ ฝันเห็น สิ่งนั้นสิ่งนี้ อาการที่นอน หลับนั่นแหละเป็นทวารวิมุติจิต..........


จบฐานที่ ๑

อ่านรายละเอียด http://silawatra-024.blogspot.com/

คำอธิบายในฐานที่ ๑ (ให้เพ่งดูหทัยวัตถุ) ตอนที่ ๑

ที่ให้เพ่งดูหทัยวัตถุ

เพราะหทัยวัตถุเป็นที่ประชุม แห่งสังขาร สังขารทั้งหมดมารวม อยุ่ที่หทัยวัตถุทั้งสิ้น ก็สังขารทั้งสิ้นคืออะไร คือ

กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑ จิตสังขาร ๑ ปุญญาภิสังขาร ๑ อปุญญาภิสังขาร ๑ อเนญชาภิสังขาร ๑ รวมทั้งหมดเป็น ๖ ย่อเข้าให้สั้น กายสังขาร เอาไว้คงเดิม สังขารนอกนั้น สงเคราะห์ เข้าในจิตสังขาร รวมให้สั้นคงมีแต่กายสังขาร และจิตสังขาร สองอย่างเท่านี้ หทัยวัตถุ เป็นกายสังขาร ......................


อ่านรายละเอียดได้ที่ http://silawatra-023.blogspot.com/

Monday, June 13, 2005

รูปาวจรภูมิ ตอนที่ ๒ (นิวรณ์๕ และ บทเกริ่นนำ มหาฐาน ๗)

นิวรณ์ ๕ เปรียบเหมือนโรคเกิดทางใจ

หรือศีลส่วนเนกขัมมะ คืออกจากกามแล้วก็ตาม ออกได้แต่เพียงกายให้ได้กายวิเวกเท่านั้น ส่วนใจยังเกี่ยวข้องในกามอยู่ ท่านจึงเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส จัดป็น กิเลสอย่างกลาง เรียกว่า นิวรณ์๕ กายของเราหลีกจากกามไปแล้ว แต่ใจยังยินดีอยู่ในกามอยู่จึงเรียก กามฉันทะ ความพอใจในกาม ............


การกระทำ สมาธิ ก็เพื่อจะปราบนิวรณ์ เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวกิเลสอย่างกลาง เมื่อเป็นดังนี้ ผู้จะทำสมาธิ จึงควรตรวจดูนิวรณ์ ให้รู้ว่าใจ ของเรามีอะไรครอบงำ นิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ เปรียบเหมือนโรค อันเกิดขึ้นในใจของเรา ส่วนพระกรรมฐานเปรียบเหมือน ยาแก้โรค จึงควรเลือกเอากรรมฐานอันเป็นคู่ปรับกับนิวรณ์นั้นๆ

ก็ สมถกรรมฐาน คือ อุบายเครื่องสงบใจ ท่านแสดงไว้ ๔๐ ประการ อีนมีอยู่ในตำหรับตำรา .....

เมื่อความคิดดับลง จิตก็หลุดพ้นจากความคิด จึงเรียกว่า จิตวิเวก สงบจากนิวรณ์ ........

กรรมฐานในมหาสติปัฏฐานที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า เป็นหนทางอันเอก ใครก็เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว.........

เมื่อมาไตร่ตรองดูใน กรรมฐานทั้งปวง แล้ว จุดประสงค์ก็คือ จะให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง กรรมแปลว่าการกระทำ ฐานแปลว่าที่ตั้ง ........

แต่ถ้าใครยังไม่ได้ หรือได้แต่ได้ยากหรือได้น้อย ไม่สะดวกแก่การปฏิบัติ อยากจะชวน ให้มาเดินทาง ลัด ทั้งข้อปฏิบัติก็ ปฏิบัติได้ทุกเวลา ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ .................. มีที่ตั้งอยู่เพียง ๗ ฐาน เท่านั้นคือ

มหาฐาน ๗
ฐานที่ ๑ ให้เพ่งดูหทัยวัตถุ
ฐานที่ ๒ ให้ดูจุดประสงค์ จุดประสงค์คือให้วางความคิด
ฐานที่ ๓ ไม่ให้ติดอยู่ในความรู้ อันผ่านมาทางทวารทั้ง ๖
ฐานที่ ๔ ให้เอาสติเป็นนายประตู ดูทวารทั้ง ๖
ฐานที่ ๕ ให้อยู่กับความไม่ถือมั่น
ฐานที่ ๖ ให้เลือกเฟ้นแห่งไตรลักษณ์สาม
ฐานที่ ๗ ให้ถามถึงผู้ไม่ตาย ๔ (เครื่องสอบผลจิต)

อ่านรายละเอียด http://silawatra-022.blogspot.com/

รูปาวจรภูมิ - อรูปาวจรภูมิ - โลกุตระภูมิ


รูปาวจรภูมิ (ตอนที่ ๑)

แต่นี้ จักแสดงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นธรรมของพรหม ผู้จะไปบังเกิดในพรหมโลก ๑๖ ชั้น ต้องเป็นผู้มีธรรมของพรหมประจำใจไว้ก่อนในโลกนี้ (คือตัวปัจจุบัน)



ถ้าไม่มีธรรมของพรหมประจำใจไว้แล้ว จะปราถนาอยากไปก็ไปไม่ได้ เปรียบเหมือนผู้จะไปสู่ประเทศนอก ก็ต้องมีค่าพาหนะเพียงพอจึงจะไปได้


พรหมธรรมคืออะไร คือ ...........


อ่านต่อที่ http://silawatra-021.blogspot.com/

Wednesday, June 08, 2005

ธรรมสังเวช (จบกามาวจรภูมิ)

ธรรมสังเวช


ครั้นถึงคราว จะสิ้นลมหายใจ จะร้องเรียกให้ญาติมิตร สามี ภรรยา ลูกหลาน ทรัพย์สิน เงินทอง ของเหล่านั้น มาช่วยไม่ได้ “สทฺธา ทุติยา ปุริสสฺส โหติ” ศรัทธานี้แหละจะรวบรวมไว้ซึ่ง..............................


............................จบกามาวจรภูมิ


อ่านต่อได้ที่ http://silawatra-017.blogspot.com/

Friday, June 03, 2005

รู้จักทางตาย

รู้จักทางตาย ....

ส่วนผู้ที่รู้จักทางตาย เปรียบเหมือนทหารยิงปืนเล็งใส่ศูนย์ ยิงทีเดียวก็ถูกที่หมาย จึงเป็นของที่ควรศึกษาให้รู้ไว้

เวลาจวนเจียนจะตาย ถ้าไม่ได้ศึกษาให้รู้ไว้ ถึงจะร้องสั่งกันว่า ........................


การเกิดเปรียบด้วยการมาค้าขาย

ทุกคนที่เกิดมาก็เท่ากับมาค้าขายชั่วคราว ไม่วันใดก็วันหนึ่งเขาจะไล่กลับคืนบ้านเก่าของเรา ถ้าเรากลับไปทางอบายภูมิ ก็แปลว่าเราขาดทุนสูญกำไร



อ่านต่อได้ที่ ... http://silawatra-014.blogspot.com/

ทวารสมมุติ – ทวารวิมุติ


ถ้าชวนะจิตส้องเสพอารมณ์อันใดในทวารสมมุติ ทวารสมมุติคืออะไร คือ ...............



เมื่อทวารสมมุติแตกดับลง ตัวทวารวิมุติ คือ .................................


อ่านต่อที่ http://silawatra-013.blogspot.com/

กรรมที่ให้ผลโดยลำดับ ๔ กรรม

กรรมที่ให้ผลโดยลำดับ ๔ กรรม


สัตว์ทุกๆ จำพวก เมื่อจะละโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าไปสู่ภพไหนใน ๓๑ ภพ

ถ้าอยากรู้พึงดู ตัวกรรม เพราะตัวกรรมภพเป็นของสืบเนื่องถึงอุปปัตติภพ ตัวกรรมภพเป็นตัวเหตุตัวอุปปัติภพ เป็นตัวผล เหตุกับผลเป็นของเนื่องถึงกัน

ตัวกรรมภพที่จะให้ผลโดยลำดับ มีอยู่ ๔ กรรม คือ......................

ค้นหาความจริงที่ http://silawatra-012.blogspot.com